เธอจ๋า ความคิดนั้นน่ะมัน...
posted on 30 Nov 2009 18:17 by kakonสวัสดีเจ้าบล็อกสีเทาที่รัก
เราไม่ได้เจอกันนานแสนนานเลย
วันนี้ฉันมีเรื่องจะบ่นล่ะน่ะ ที่จริงมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจมาหลายวันแล้ว
แต่วันนี้ล่ะ ฉันตั้งใจจะมาบ่นเพื่อเรียบเรียงความคิดของตัวเองให้มันชัดเจนเสียที
(ฉันคิดว่าการที่ฉันไม่ได้เขียนระบายความคิดนานๆ มันทำให้ทักษะการเขียนลดลลงไปบ้างเหมือนกัน)
เอาล่ะ เรื่องมีอยู่ว่า
ฉันได้รับมอบหมายหน้าที่จากอาจารย์ที่โรงเรียนให้เป็นผู้ฝึกซ้อมเพื่อนนักเรียนในการแสดงละครภาษาอังกฤษ
ตัวฉันนั้นไม่ได้เก่งกาจอะไรในด้านการแสดง แต่เรื่องภาษานั้นฉันค่อนข้างมั่นใจพอตัวเลยล่ะ
ในตอนแรกนั้น ฉันได้ช่วยพวกเขาฝึกซ้อมไปตามปกติ
(ปกติที่ว่านี้คือ โดยธรรมชาติการกระทำของฉัน ที่เมื่อใส่ใจสิ่งใด ฉันก็อยากจะให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด)
ซึ่งฉันก็มุ่งหวังให้พวกเขาแสดงอารมณ์ต่างๆ ออกมาให้ดีที่สุด (เรื่องภาษานั้นไม่เป็นไร ขึ้นอยู่กับคน)
แต่ ดูเหมือนว่าฉันจะพยายามมากเกินไป เมื่อผู้แสดงหญิงคนหนึ่ง(เพื่อนฉันเอง) เกิดหมดความอดทน
เธอพึมพำกับตัวเอง ต่อหน้าฉัน ฉันนั้นก็ได้ยินไม่ค่อยชัด แต่ก็จับใจความได้ว่า
เธอไม่ชอบการฝึกซ้อมของฉัน เธอคิดว่ามันกดดันเกินไป
และบ่นว่า เป็นเช่นนี้แล้ว ใครเขาจะอยากแสดง
(หรือเธออาจกดดันตัวเอง เพราะตลอดเวลานั้นฉันตั้งใจทำตัวขบขันให้ดูไม่จริงจัง ฉันอาจพลาดบางอย่างไป?)
ชั่วพริบตานั้น ประโยคเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในใจฉัน
ฉันเสียใจ...เมื่อสิ่งที่ฉันคิดว่าฉันทำถูก กลับเป็นการทำไม่ดีกับผู้อื่น
ในตอนแรกฉันคิดเพียงว่า
ทำไมเธอถึงไม่ลองคิดว่า ความยากนั้นคือความท้าทาย
ทำไมเธอถึงคิดแค่ว่า เหตุใด ตัวเธอต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
แต่แล้วฉันก็คิดได้ว่า เธอถูกอาจารย์รบเ้ร้ามาแบบไม่สมัครใจ (ฉันก็เช่นกันในตอนแรก)
และเธอก็ไม่ได้มุ่งมั่นในเรื่องการแสดง เธอไม่ได้เลือกเส้นทางชีวิตทางนั้น...
ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่เธอจะคิดแบบนั้น
เธอไม่ใช่ฉัน เพราะฉันมักปฏิบัติต่อเรื่องที่ยากจะทำสำเร็จในรูปของ "ความท้าทาย"
ฉันลืมตัวเอาบรรทัดฐานตัวเองมาตัดสินความคิดผู้อื่นเสียได้
ดังนั้นฉันจึงย้อนกลับมาหาตัวเอง และพบว่า
บางทีฉันอาจจะเรียกร้องมากเกินไป นี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะต้องทำให้ได้
เพื่อนนักเรียนเหล่านั้นไม่ใช่นักแสดง ฉันก็ไม่ใช่ผู้กำกับ
การมุ่งหวังอย่างมากของฉันจึงดูจะผิดจุดประสงค์ไป...อย่างเสียมิได้
(อาจเป็นเพราะฉันเคยสนุกกับการแสดงอย่างมาก)
สุดท้ายฉันจึงลดความพยายามลง ให้อยู่ในระดับที่คนทั่วๆ ไปเขาทำกัน
ฉันเลิกร้องขอให้พวกเขาเข้าใจในเรื่องอันลึกซึ้งและหนักหน่วงบางเรื่องของการแสดง
ฉันเปลี่ยนไปใช้คำแนะนำผิวเผินแทน เพื่อให้พวกเขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น
สุดท้ายนั้น การประกวดก็จบลงด้วยดี พวกเราได้รางวัลชนะเลิศมาในที่สุด
แม้ในใจฉันจะยังไม่พอใจกับผลที่ออกมาแม้สักนิดก็ตาม...
..............
เอาล่ะ จบไปหนึ่งเรื่อง เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้
ฉันมีเพื่อนหญิงที่ค่อนข้างสนิทอยู่คนหนึ่ง
เธอเป็นคนใสซื่อ...จนบื้อในบางคราว (หรือหลายคราว)
วันนี้ฉันได้ถามเธอไปว่า ทำไมเธอถึงนำตัวหนีบกระดาษ (ที่ทำจากเหล็กแข็งๆ) มาหนีบขอบกระเป๋าเธอไว้ด้วย
เธอก็บอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องหนีบ เพียงแต่เป็นคนอื่นเขาทำ เลยทำบ้าง...
ฉัน...อึ้งไปเล็กน้อย ฉันพอจะรู้อยู่ว่าเธอเป็นคนเช่นไร แต่ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้ด้วย
ฉันคิดได้เพียงอย่างเดียวว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยทีใหญ่หลวง
หากเธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นอีก
ฉันไม่มั่นใจเลยว่า มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยดังเช่นในวัยเด็ก
บางทีมันอาจนำความเดือดร้อนมาให้ จนทำให้เธอต้องลำบากอย่างมากเลยก็ได้
แต่ฉันทำพลาดไปอย่างหนึ่งคือ ฉันไม่ได้อธิบายความคิดนี้ให้เธอฟัง
ฉันเองก็ไม่ได้จะทำตัวเจ้ากี้เจ้าการสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้ผู้อื่นไปทั่ว
(ก็มันเป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวฉันก็ยังทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร)
แต่เรื่องนี้ฉันเป็นห่วงเธอจริงๆ และฉันรู้ดีว่าหากฉันแนะนำเธอไป
เธอจะต้องตั้งใจฟังฉันอย่างแน่นอน เพราะเธอมีข้อดีที่ตรงนั้น
คือ เธอมักจะรับฟังความคิดผู้อื่นอย่างสงบเสมอ
ดังนั้น ฉันตัดสินใจว่า พรุ่งนี้ ฉันจะลองพูดกับเธอ
ฉันจะลองแนะนำและอธิบายให้เธอฟังเกี่ยวกับความคิดของฉัน
ฉันหวังว่าความคิดนี้จะถูกต้องสมควร และหวังด้วยว่าเธอจะเข้าใจมัน
..............
สำหรับวันนี้คงพอแค่นี้ก่อน เพราะฉันยังมีการบ้านมากมายที่ต้องสะสาง
สวัสดีเจ้าบล็อกสีเทา