สวัสดีเจ้าบล็อกสีเทาที่รัก

 

เราไม่ได้เจอกันนานแสนนานเลย

วันนี้ฉันมีเรื่องจะบ่นล่ะน่ะ ที่จริงมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจมาหลายวันแล้ว

แต่วันนี้ล่ะ ฉันตั้งใจจะมาบ่นเพื่อเรียบเรียงความคิดของตัวเองให้มันชัดเจนเสียที

(ฉันคิดว่าการที่ฉันไม่ได้เขียนระบายความคิดนานๆ มันทำให้ทักษะการเขียนลดลลงไปบ้างเหมือนกัน)

 

เอาล่ะ เรื่องมีอยู่ว่า

ฉันได้รับมอบหมายหน้าที่จากอาจารย์ที่โรงเรียนให้เป็นผู้ฝึกซ้อมเพื่อนนักเรียนในการแสดงละครภาษาอังกฤษ

ตัวฉันนั้นไม่ได้เก่งกาจอะไรในด้านการแสดง แต่เรื่องภาษานั้นฉันค่อนข้างมั่นใจพอตัวเลยล่ะ

ในตอนแรกนั้น ฉันได้ช่วยพวกเขาฝึกซ้อมไปตามปกติ

(ปกติที่ว่านี้คือ โดยธรรมชาติการกระทำของฉัน ที่เมื่อใส่ใจสิ่งใด ฉันก็อยากจะให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด)

ซึ่งฉันก็มุ่งหวังให้พวกเขาแสดงอารมณ์ต่างๆ ออกมาให้ดีที่สุด (เรื่องภาษานั้นไม่เป็นไร ขึ้นอยู่กับคน)

แต่ ดูเหมือนว่าฉันจะพยายามมากเกินไป เมื่อผู้แสดงหญิงคนหนึ่ง(เพื่อนฉันเอง) เกิดหมดความอดทน

เธอพึมพำกับตัวเอง ต่อหน้าฉัน ฉันนั้นก็ได้ยินไม่ค่อยชัด แต่ก็จับใจความได้ว่า

 

เธอไม่ชอบการฝึกซ้อมของฉัน เธอคิดว่ามันกดดันเกินไป

และบ่นว่า เป็นเช่นนี้แล้ว ใครเขาจะอยากแสดง

(หรือเธออาจกดดันตัวเอง เพราะตลอดเวลานั้นฉันตั้งใจทำตัวขบขันให้ดูไม่จริงจัง ฉันอาจพลาดบางอย่างไป?)

 

ชั่วพริบตานั้น ประโยคเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในใจฉัน

ฉันเสียใจ...เมื่อสิ่งที่ฉันคิดว่าฉันทำถูก กลับเป็นการทำไม่ดีกับผู้อื่น

ในตอนแรกฉันคิดเพียงว่า

 

ทำไมเธอถึงไม่ลองคิดว่า ความยากนั้นคือความท้าทาย

ทำไมเธอถึงคิดแค่ว่า เหตุใด ตัวเธอต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย

 

แต่แล้วฉันก็คิดได้ว่า เธอถูกอาจารย์รบเ้ร้ามาแบบไม่สมัครใจ (ฉันก็เช่นกันในตอนแรก)

และเธอก็ไม่ได้มุ่งมั่นในเรื่องการแสดง เธอไม่ได้เลือกเส้นทางชีวิตทางนั้น...

ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่เธอจะคิดแบบนั้น

เธอไม่ใช่ฉัน เพราะฉันมักปฏิบัติต่อเรื่องที่ยากจะทำสำเร็จในรูปของ "ความท้าทาย"

ฉันลืมตัวเอาบรรทัดฐานตัวเองมาตัดสินความคิดผู้อื่นเสียได้

 

ดังนั้นฉันจึงย้อนกลับมาหาตัวเอง และพบว่า

บางทีฉันอาจจะเรียกร้องมากเกินไป นี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะต้องทำให้ได้

เพื่อนนักเรียนเหล่านั้นไม่ใช่นักแสดง ฉันก็ไม่ใช่ผู้กำกับ

การมุ่งหวังอย่างมากของฉันจึงดูจะผิดจุดประสงค์ไป...อย่างเสียมิได้

(อาจเป็นเพราะฉันเคยสนุกกับการแสดงอย่างมาก)

 สุดท้ายฉันจึงลดความพยายามลง ให้อยู่ในระดับที่คนทั่วๆ ไปเขาทำกัน

ฉันเลิกร้องขอให้พวกเขาเข้าใจในเรื่องอันลึกซึ้งและหนักหน่วงบางเรื่องของการแสดง

ฉันเปลี่ยนไปใช้คำแนะนำผิวเผินแทน เพื่อให้พวกเขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนั้น การประกวดก็จบลงด้วยดี พวกเราได้รางวัลชนะเลิศมาในที่สุด

แม้ในใจฉันจะยังไม่พอใจกับผลที่ออกมาแม้สักนิดก็ตาม...

..............

เอาล่ะ จบไปหนึ่งเรื่อง เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้

ฉันมีเพื่อนหญิงที่ค่อนข้างสนิทอยู่คนหนึ่ง

เธอเป็นคนใสซื่อ...จนบื้อในบางคราว (หรือหลายคราว)

 วันนี้ฉันได้ถามเธอไปว่า ทำไมเธอถึงนำตัวหนีบกระดาษ (ที่ทำจากเหล็กแข็งๆ) มาหนีบขอบกระเป๋าเธอไว้ด้วย

เธอก็บอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องหนีบ เพียงแต่เป็นคนอื่นเขาทำ เลยทำบ้าง...

 

ฉัน...อึ้งไปเล็กน้อย ฉันพอจะรู้อยู่ว่าเธอเป็นคนเช่นไร แต่ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้ด้วย

ฉันคิดได้เพียงอย่างเดียวว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยทีใหญ่หลวง

หากเธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นอีก

ฉันไม่มั่นใจเลยว่า มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยดังเช่นในวัยเด็ก

บางทีมันอาจนำความเดือดร้อนมาให้ จนทำให้เธอต้องลำบากอย่างมากเลยก็ได้

 

แต่ฉันทำพลาดไปอย่างหนึ่งคือ ฉันไม่ได้อธิบายความคิดนี้ให้เธอฟัง

ฉันเองก็ไม่ได้จะทำตัวเจ้ากี้เจ้าการสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้ผู้อื่นไปทั่ว

(ก็มันเป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวฉันก็ยังทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร)

แต่เรื่องนี้ฉันเป็นห่วงเธอจริงๆ และฉันรู้ดีว่าหากฉันแนะนำเธอไป

เธอจะต้องตั้งใจฟังฉันอย่างแน่นอน เพราะเธอมีข้อดีที่ตรงนั้น

คือ เธอมักจะรับฟังความคิดผู้อื่นอย่างสงบเสมอ

ดังนั้น ฉันตัดสินใจว่า พรุ่งนี้ ฉันจะลองพูดกับเธอ

ฉันจะลองแนะนำและอธิบายให้เธอฟังเกี่ยวกับความคิดของฉัน

 

ฉันหวังว่าความคิดนี้จะถูกต้องสมควร และหวังด้วยว่าเธอจะเข้าใจมัน

 ..............

สำหรับวันนี้คงพอแค่นี้ก่อน เพราะฉันยังมีการบ้านมากมายที่ต้องสะสาง

 

สวัสดีเจ้าบล็อกสีเทา